กรดไหลย้อน 3 ระยะ

กรดไหลย้อน 3 ระยะ

โรคกรดไหลย้อน คือ โรคของระบบย่อยอาหารที่ทำงานได้ไม่ดีนัก จึงเกิดปัญหาต่างๆ ทั้งในช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ และปัญหาการขับถ่ายตามมา ทำให้หลายท่านต้องเสียเงินเสียทอง เสียเวลามากมายในการตามหาวิธีการรักษา จากประสบการณ์การรักษาเราจึงขอแบ่งโรคกรดไหลย้อนออกเป็นระยะตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับร่างกายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและนำไปบำบัดอาการของตัวเองและคนรอบข้างได้

กรดไหลย้อนระยะที่ 1

“ท้องอืด ท้องเฟ้อ”

ท้องอืด

อาการในระยะนี้ที่จริงก็คือ “โรคกระเพาะอาหาร” เราดีๆ นี่เอง คนไข้มักจะมีลมดันขึ้นมาก ทานอาหารแล้วจุกแน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ ท้องแข็ง เพราะการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ ในกระเพาะอาหาร ลำไส้จึงมีลมและแก๊สที่เกิดจากอาหารตกค้างในลำไส้อยู่มาก

สาเหตุของโรค

โดยมากแล้ว เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น

1. ทานอาหารไม่ตรงเวลา การทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้กระเพาะอาหารไม่สามารถหลั่งน้ำย่อยมาตามเวลาที่เหมาะสมได้ เรียกได้ว่า เวลาทานอาหารกลับไม่มีน้ำย่อย แต่ไปมีน้ำย่อยเวลาที่ไม่มีอาหาร แล้วการย่อยอาหารจะสมบูรณ์ได้อย่างไร

2. ไม่ทานอาหารเช้า ชอบดื่มกาแฟแทนอาหารมื้อเช้า การไม่ทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ นอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอสำหรับใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมประจำวันแล้ว การดื่มกาแฟแทนอาหารเช้ายิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย เมื่อดื่มกาแฟแต่ไม่ทานอาหารเช้า น้ำย่อยที่หลั่งออกมาจะย่อยอะไรไปได้ ถ้าไม่ใช้เยื่อบุกระเพาะอาหารของเราเอง และการหลั่งน้ำย่อยออกมามากเกินไปนี่เองทำให้อาหารในมื้ออื่นๆไม่สามารถย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ดื่มน้ำมากหรือทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเกินไปในเวลาทานอาหาร ทำให้น้ำย่อยเจือจาง การย่อยจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

วิธีแก้ไข

ปรับพฤติกรรมที่ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ และ ใช้สมุนไพรช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้การหลั่งน้ำย่อยออกมาตรงเวลา

การปรับพฤติกรรม

1. ทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อเพื่อให้กระเพาะอาหารปรับเวลาการหลั่งน้ำย่อยได้อย่างเหมาะสม

2. ทานอาหารเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาการทำงานของกระเพาะอาหารตามเวลาชีวิต เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพและน้ำย่อยถูกหลั่งออกมามากที่สุด

3. ลดการดื่มน้ำขณะทานอาหาร โดยเฉพาะน้ำเย็น กาแฟ ชาเย็น น้ำอัดลม นม น้ำเต้าหู้ ในระหว่างมื้ออาหาร เพราะทำให้น้ำย่อยเจือจาง การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ

4. ไม่ควรทานอาหารดึกเกิน 2 ทุ่ม เพราะเป็นช่วงที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเหลือน้อยแล้ว หากต้องการทานแนะนำให้ทานอาหารอ่อน เช่น ธัญพืชชงหรือน้ำนมข้าวแทนเพราะย่อยและถูกดูดซึมได้ง่าย

5. ไม่ควรทานผลไม้ฤทธิ์เย็นใกล้ช่วงเวลาอาหาร เช่น น้ำมะพร้าว, น้ำส้ม, น้ำแตงโม, แก้วมังกร

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้

1. สมุนไพรช่วยขับอุจจาระตกค้างในลำไส้ – ทานก่อนนอน เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน

2. สมุนไพรเพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหาร – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกไทย ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ประมาณ 15 นาที
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาประสะเจตพังคี 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที

กรดไหลย้อนระยะที่ 2

“ปัญหาอาหารตกค้างและมีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในลำไส้มาก”

จุลินทรีย์ไม่ดีในลำไส้

อาการ

1. อาหารที่ทานเข้าไปย่อยไม่ได้  เกิดการหมักหมมในลำไส้สร้างแก๊สมากจนท้องอืด เฟ้อ

2. หายใจได้ไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้เริ่มโป่งพองจากลมจนเบียดกับกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่

3. เมื่อมีลมมากเกินไป จนดันขึ้นที่ส่วนบนของร่างกาย อาจจะนำพาเอาละอองน้ำกรด(น้ำย่อย) ขึ้นมาด้วย จนมีอาการแสบร้อนหน้าอก แสบคอได้

4. การถ่ายอุจจาระเริ่มไม่เป็นปกติ ท้องผูก ผายลมเหม็น หรืออาจมีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องผูกสลับท้องเสีย เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ดีลดลง จุลินทรีย์ก่อโรคขยายจำนวนเพิ่มขึ้น

5. ปวดตึงบ่าไหล่ เป็นประจำ เพราะเมื่อลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่ไม่สะอาด เกิดขยะและแก๊สสะสมเยอะ เส้นลมปราณลำไส้เล็ก-ใหญ่ ที่พาดผ่านบ่าและไหล่ก็จะเกิดการติดขัด ลมปราณไหลเวียนไม่สะดวก6. มีกลิ่นปากและกลิ่นตัวง่าย

สาเหตุ

จากการที่มีอุจจาระตกค้างในลำไส้มากเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ย่อยไม่ดี นานวันเข้าหากไม่ได้รับการแก้ไข คนไข้ก็จะเริ่มมีอาการกรดไหลย้อนระยะที่ 2 คือ ขยะจากอาหารที่ย่อยไม่ได้เป็นอาหารอันโอชะของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์ชนิดนี้อิ่มหนำสำราญ ออกลูกออกหลานแพร่จำนวนประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จุลินทรีย์ที่ดีซึ่งทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายอาหารให้กลายเป็นสารอาหารที่มีอยู่ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ

วิธีแก้ไข

ปรับกระเพาะอาหารให้หลั่งน้ำย่อยตรงเวลา ขับลมในลำไส้ เช่นเดียวกับการรักษาในระยะที่ 1  แต่ในขั้นตอนนี้ ควรทานโปรไบโอติค (จุลินทรีย์ที่ดี) เสริม เพื่อช่วยย่อยสลายอาหารที่ตกค้างในลำไส้ และควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี

ปรับพฤติกรรม

ปรับพฤติกรรมเหมือนกรดไหลย้อนระยะที่ 1 และมีเพิ่มเติมคือ

– ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรังโดยมากเกิดจากความเครียด เมื่อเกิดความเครียด ทำให้กล้ามเนื้อของอวัยวะต่างๆ หดเกร็ง รวมทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้ด้วย เวลาทานอาหารไม่ควรนั่งคุยเรื่องงาน เรื่องเครียด (เพื่อให้กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารและลำไส้ผ่อนคลาย ไม่หดเกร็งจนย่อยอาหารลำบาก)

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้

1. สมุนไพรช่วยขับอุจจาระตกค้างในลำไส้ – ทานก่อนนอน เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น

ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน

2. สมุนไพรเพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหาร – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกไทย ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ประมาณ 15 นาที
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาประสะเจตพังคี 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที

3. โปรไบโอติค – จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ลดการสร้างแก๊ส ช่วยปรับสมดุลให้ระบบขับถ่าย เช่น น้ำหมักชีวภาพ, แอปเปิ้ล ไซเดอร์, กิมจิ

4. ยาหอม – ทานเมื่อมีอาการอึดอัดแน่นบริเวณหน้าอก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

กรดไหลย้อน ระยะที่ 3

“สารอาหารในเลือดเหลือน้อยจนเซลล์ขาดสารอาหาร”

เลือด

อาการ

1. จุกแน่นบริเวณท้องจนถึงหน้าอก เพราะมีลมมากในลำไส้และกระเพาะอาหาร
2. หายใจได้ไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้พองเบียดกับกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่
3. บางครั้งมีอาการจุกแน่น แสบหน้าอก อยากอาเจียน เพราะลมพาเอาละอองน้ำย่อยขึ้นมา
4. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ ลักษณะไม่เป็นก้อน ถ่ายไม่หมด
5. หน้าตาและผิวพรรณทรุดโทรม ไม่ผ่องใส ริมฝีปากแห้งซีด เล็บเป็นคลื่นฉีกขาดง่าย
6. ปวดบริเวณขมับ ศีรษะด้านข้าง หรือท้ายทอยบ่อยๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงศีรษะได้น้อยลง
7. นอนหลับไม่สนิท เนื่องจากหายใจได้เพียงสั้นๆ ทำให้มีออกซิเจนในเลือดและสมองน้อยลงเรื่อยๆ
8.หิวบ่อยๆ อยากทานอาหารที่ได้พลังงานเร็วเช่น แป้ง ของหวาน เพราะสารอาหารในเลือดไม่เพียงพอ
9. บางกรณีที่สารอาหารในเลือดน้อยมาก จนไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกาย อาจมีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า มึนศีรษะ ไม่ค่อยมีแรง หน้ามืด ไมเกรน ร่วมด้วย
10. ประจำเดือนมีเลือดออกมาน้อย หรือ ไม่ตรงเวลา

สาเหตุ

เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นเวลานานระบบย่อยอาหารเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารแย่ลงตามไปด้วย จนถึงขั้นที่สารอาหารในเลือดเริ่มเหลือน้อยลง ไม่สามารถถูกส่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายได้เพียงพอ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายล้วนต้องใช้เลือด เมื่อเลือดไม่เพียงพอ อวัยวะต่างๆ เช่น กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ ก็จะปรับตัวทำงานลดลง ร่างกายเริ่มโหยหาและดูดซึมแป้งและน้ำตาลไปใช้อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะ ง่วงนอน อ่อนเพลีย มึนศีรษะ น้ำในหูไม่เท่ากัน บ้านหมุนได้ง่าย

วิธีแก้ไข

นอกจากการขับขยะตกค้างในร่างกาย และการปรับระบบย่อยให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ร่วมกับการเติมจุลินทรีย์ที่ดีให้ลำไส้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องทำโดยด่วน คือการเพิ่มสารอาหารในเลือด เพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงขึ้น

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้

ในระยะนี้ เราต้องเร่งเพิ่มสารอาหารให้เลือดโดยการทานอาหารที่มีสารอาหารสูง ดูดซึมเข้าเลือดได้ง่าย แต่รบกวนการย่อยน้อย

1. ยาหรืออาหารเพิ่มสารอาหารในเลือด – เช่น สาหร่ายเหลียวทอง ธัญพืชแบบชงดื่ม น้ำอาร์ซี น้ำมันมะพร้าว (ในผู้ที่มีอาการขี้หนาวด้วยอาจให้ทานโสมก็ได้) เพื่อให้เม็ดเลือดมีคุณภาพ กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ จะกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

2. สมุนไพรช่วยขับอุจจาระตกค้างในลำไส้ – ทานก่อนนอน เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก เพื่อช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน

3. สมุนไพรเพิ่มธาตุไฟให้กระเพาะอาหาร – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขิง ขมิ้นชัน พริกไทย ก่อนอาหาร เช้า-เย็น ประมาณ 15 นาที
ดิ อโรคยา คลินิกใช้ : ยาประสะเจตพังคี 2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที

4. โปรไบโอติค – จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ลดการสร้างแก๊ส ช่วยปรับสมดุลให้ระบบขับถ่าย เช่น น้ำหมักชีวภาพ, แอปเปิ้ล ไซเดอร์, กิมจิ

5. ยาหอม – ทานเมื่อมีอาการอึดอัดแน่นบริเวณหน้าอก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นวันละ 2-3 ครั้ง

กรีนเคอมิน
คลิก